gototop
Home » ออกแบบตกแต่ง บ้านและสวน » การออกแบบบ้านที่เหมาะกับเมืองไทย

การบริหาร/ความรู้ทั่วไป

Web Design by Softbiz+


ว็บนี้ สร้างด้วย Joomla! 1.5 โดย ทีมงานซอฟท์บิส+ update11.11.2014

 
การออกแบบบ้านที่เหมาะกับเมืองไทย

8 สิ่งน่าคิดจากบ้านในประเทศไทย

          ปัจจัยหนึ่งที่เราต้องนำมาคิดวิเคราะห์สำหรับการออกแบบงานสถาปัตยกรรมก็คือ “ที่ตั้ง” ซึ่งในที่นี้หมายถึงบ้านหรืออาคารนั้นตั้งอยู่ในประเทศใด มีภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร Trend@home วันนี้จึงขอนำเสนอรายละเอียดของบ้านที่เหมาะกับภูมิประเทศของเมืองไทย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองร้อนชื้นและมีฝนตกชุก มาดูกันว่ามีไอเดียการออกแบบอะไรบ้างที่น่าสนใจ

ยกพื้นดีกว่า

          เรือนไทยหรือเรือนพื้นถิ่นสมัยก่อนมักยกพื้นบ้านสูงจากพื้นดิน เพื่อประโยชน์ในการระบายความร้อนความชื้น บ้านสมัยใหม่คิดถึงเรื่องการยกพื้นมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี โดยทั่วไปจะสูงจากพื้นประมาณ 40-70 เซนติเมตร บางบ้านกลัวปัญหาน้ำท่วมจึงยกพื้นสูงกว่านั้น ส่วนใหญ่นิยมยกพื้นชั้นล่างสูงขึ้น 1 เมตร เพราะเป็นตัวเลขที่ลงตัว แต่ความจริงแล้วมีค่าใช้จ่ายแพงมาก เนื่องจากระยะนี้ต้องใช้ทรายถมแทนไม้แบบ หากใช้ไม้แบบก็ต้องทิ้งไม้แบบนั้นไปเลย เพราะความสูงใต้พื้นคานไม่พอที่จะคลานเข้าไปนำไม้แบบออกมา ถ้าอยากประหยัด ขอแนะนำให้ยกพื้นขึ้นอย่างน้อย 1.20 เมตร ซึ่งจะมีความสูงใต้พื้นคานเพียงพอที่จะนำไม้แบบออกมา หรือไม่ก็ต่ำกว่า 1 เมตรไปเลย จะได้เสียค่าทรายถมแทนไม้แบบน้อยลง แต่กรณีเป็นพื้นสำเร็จอาจใช้ระยะสูง 1 เมตรได้ เพราะใต้พื้นสำเร็จมีเฉพาะเสาเล็กๆ ค้ำยันอยู่ การย้ายออกมาจึงง่ายและไม่จำเป็นต้องถมทรายสูงจนถึงท้องพื้น

 


ช่องว่างใต้หลังคาให้ลมผ่าน

          คนสมัยโบราณคิดถึงความเป็นจริงที่ว่า อากาศร้อนลอยขึ้นสู่ที่สูง บริเวณหน้าจั่วของบ้านทรงไทยจึงมีการออกแบบให้สามารถระบายอากาศได้ เช่น หน้าจั่วรูปดวงอาทิตย์ หน้าจั่วใบเรือ แต่สมัยนี้การใช้หน้าจั่วลักษณะดังกล่าวอาจดูเชย และไม่เข้ากับตัวอาคารอย่างไรก็ตาม เราอาจนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ได้เช่น การออกแบบหลังคาสองชั้น โดยให้หลังคาชั้นล่างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กปกติ แต่ทำหลังคาซ้อนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้เกิดช่องอากาศใต้หลังคาทั้งสอง เป็นการป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้เป็นอย่างดี

 

ชายคาบังแดดกันฝนได้จริง

        บ้านไทยต้องมีชายคายาว แต่ระยะของชายคาที่เราเห็นจนชินตามักยื่นออกมาจากผนังอาคารประมาณ 50-60 เซนติเมตร ตัวเลขนี้ได้รับอิทธิพลจากระยะยื่นชายคาของบ้านแบบตะวันตก ซึ่งในเมืองหนาวจะมีข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศและวัสดุ (น้ำหนักของหิมะและไม้เนื้ออ่อน) สำหรับระยะการยื่นชายคาที่เหมาะสมของบ้านเราก็คือ 1-1.20 เมตร ตัวเลขนี้เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศและวัสดุอีกเช่นกันประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น กล่าวคือ มีอากาศร้อนและฝนตกชุก จึงควรยื่นชายคาออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดความร้อนจากแสงอาทิตย์และน้ำฝนที่จะโดนผนัง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็โชคดีที่มีไม้เนื้อแข็ง ซึ่งสามารถรับน้ำหนักของชายคาที่ยื่นยาว 1-1.20 เมตรได้โดยไม่ต้องมีค้ำยันปัจจุบันยังมีวัสดุเหล็กที่มีความแข็งแกร่ง จึงทำให้ยื่นชายคาได้มากยิ่งขึ้น

 

บ้านเย็นด้วยช่องแสงใต้หลังคาหรือคอสอง

         “คอสอง” คือ องค์ประกอบของอาคารนับตั้งแต่คานหรือคร่าวผนังส่วนบนสุดจนถึงโครงสร้างรับหลังคาช่องว่างที่เกิดขึ้นนี้นิยมเปิดให้ลมระบายหรือให้แสงเข้า พบได้มากในเรือนไทยประเพณีของภาคใต้นิยมแกะสลักลายฉลุสวยงามและโปร่ง เพื่อให้ถ่ายเทอากาศได้ดี ถ้าสังเกตจะเห็นเป็นช่องแสงอยู่ใต้หลังคาติดกับฝ้าชายคา หากนำไปประยุกต์กับบ้านสมัยใหม่ที่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศก็อาจต้องติดกระจกใสด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันอากาศเย็นไหลออก

 


ผนังระบายอากาศ

         “ฝาไหล” คือ การทำฝาไม้สองชั้นตีเว้นช่องสลับกันหากเลื่อนมาซ้อนกันก็จะเป็นฝาผนังทึบตัน แต่หากเลื่อนขยับฝาชั้นในก็จะทำให้เกิดรูที่ฝานั้น แสงและลมจึงผ่านเข้า-ออกได้ ไอเดียนี้แสดงให้เห็นถึงการเลือกให้ผนังบางส่วนเปิดรับแสงและลมได้บ้างในบริเวณที่ต้องการให้เป็นช่องมองผ่านออกจากตัวบ้านหรืออยากระบายอากาศ อาจประยุกต์ให้ดูทันสมัยขึ้นด้วยการใช้เส้นสายแนวตั้งหรือแนวนอน และใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น

 


ครัวไทยต่างจากครัวฝรั่ง

บ้านไหนที่คิดว่าจะมีการทำอาหารแบบจริงจัง ใช้งานหนัก ใช้งานประจำการออกแบบครัวแยกออกมาจากตัวบ้านเหมือนเรือนไทยสมัยก่อนเป็นสิ่งที่เหมาะสมและใช้งานได้สะดวกที่สุด เพราะการทำอาหารไทยจะได้กลิ่นฉุนจากเครื่องปรุง หากมีการตำน้ำพริกก็ต้องใช้เคาน์เตอร์ครัวที่แข็งแรงหรืออาจตำที่พื้นอีกทั้งเรื่องความร้อนที่เกิดจากการปรุงอาหาร การแยกครัวออกมาจากตัวบ้านโดยอยู่ไม่ห่างกันมากนักจึงเป็นทางออกที่ดี

ช่องแมวลอดมีอยู่จริง

        “ช่องแมวลอด” หรือ “ร่องตีนแมว” คือ ช่องระหว่างพื้นของเรือนไทยที่ยกระดับแตกต่างกัน เช่น จากชานเรือนกับระเบียงหน้าห้อง ส่วนใหญ่จะสูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นทางให้ลมผ่านกระจายไปทั่วเรือน มีความสูงพอจะทำให้คนเดินอย่างระมัดระวัง อีกทั้งเหมาะกับการนั่งห้อยขาพักผ่อนหรือทำงาน รวมถึงยังมองลอดระหว่างชานเรือนกับใต้ถุนได้ด้วย หากพิจารณาดีๆ ช่องแมวลอดนี้ถือเป็นการใช้พลังงานให้เกิดสภาวะน่าสบาย เรียกได้ว่าเป็นภูมิปัญญาขั้นสูงของเรือนไทย เพราะเป็นช่องรีดลม เพิ่มความเร็วของลม ถ่ายเทอากาศ และช่วยไล่ความชื้นที่สะสมในตัวเรือน (ความชื้นทำให้เรารู้สึกอึดอัด  เพราะเหงื่อตามผิวกายไม่ระเหยออก) ดังนั้น หากใครคิดจะทำเรือนไทย อย่าไปปิดช่องแมวลอดเนื่องจากจะทำให้อากาศถ่ายเทลำบาก และผู้อยู่อาศัยอาจรู้สึกร้อนหรืออึดอัด


พื้นที่โล่งรอบบ้านสำหรับการพักผ่อน

            เพื่อให้ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ เรายอมแลกกับความไม่สบายบางอย่าง เช่น การเปิดพื้นที่โล่งรอบบ้านให้แสงแดดและลมเข้ามาภายในบริเวณบ้านได้ ก็อาจต้องแลกกับการมีฝนสาดเข้ามา คนสมัยก่อนเข้าใจธรรมชาติดี บ้านเรือนไทยจึงมีการเชื่อมพื้นที่ห้องต่างๆ ด้วยชานโล่ง ถือเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่ช่วยให้บ้านเย็นสบายและน่าอยู่ หรือจะเป็นพื้นที่พักผ่อนนอกบ้านอย่างศาลาหรือแพริมน้ำในยามแดดร่มลมตกก็เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมของทุกคนในบ้านได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ยังหมายถึงการมีระยะเว้นว่างระหว่างตัวบ้าน จากห้องถึงห้อง จากอาคารถึงอาคารเพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวตัวอาคารให้สามารถระบายความร้อนออกไปได้ดีขึ้นด้วย

ขอบคุณบ้านและสวน คอลัมน์สถาปัตยกรรม  ฉบับเดือนตุลาคม www.baanlaesuan.com